สัมผัสวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของยุคสมัยโจมง และเฮอัน 2 วัน 1 คืน

แผนที่พื้นที่ 青森県 岩手県 宮城県 秋田県 山形県 福島県 新潟県
เริ่มต้น
วันที่ 1
 
 

ซากโบราณสถานซันไนมารุยามะ(โจโมนจิยูกัน)

ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น! ร่องรอยหมู่บ้านยุคโจมงซึ่งเคยมีอยู่เมื่อ 5,500 ปีก่อน

ซากโบราณสถานซันไนมารุยามะ(โจโมนจิยูกัน)
""โบราณสถานซันไนมะรุยะมะ"" เป็นร่องรอยหมู่บ้านยุคโจมงที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นและได้รับเลือกเป็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์พิเศษของญี่ปุ่น และเป็นที่รู้จักจากสโลแกน ""ใหญ่ ยาวนาน มากมาย"" คำว่า “ใหญ่"" หมายถึงความกว้างของโบราณสถานและความใหญ่โตของหมู่บ้าน คำว่า “ยาวนาน"" หมายถึงระยะเวลายาวนาน 1,500 ปีที่หมู่บ้านดำรงอยู่ คำว่า “มากมาย"" หมายถึงโบราณวัตถุจำนวนมหาศาลที่ขุดพบ
การขุดสำรวจตั้งแต่ปี 1992 ทำให้ค้นพบร่องรอยของการดำเนินชีวิตออกมาเรื่อยๆ เช่น ร่องรอยบ้านหลุมในสมัยนั้น หลุมศพของผู้ใหญ่และเด็ก หลุมเก็บของ โบราณวัตถุที่ขุดพบเกือบ 2,000 ชิ้นได้รับการกำหนดให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญ จุดน่าสนใจคือ “อาคารโจมงจิยูคัง (Jomon Jiyukan)” ที่จะให้คุณเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสมัยโจมงผ่านทางนิทรรศการและกิจกรรมสัมผัสประสบการณ์ บ้านหลุมขนาดใหญ่ (บ้านหลังยาว) และบ้านหลุม 15 หลังที่บูรณะขึ้นมา รวมถึงอาคารยกพื้นสูง 3 หลังและอาคารหลุมขนาดใหญ่แบบมีตั้งเสา ที่นี่มีกิจกรรมให้ทำมากมายไม่ว่าจะเป็นเครื่องรางมากาทามะหรือตุ๊กตาปั้นดินจิ๋ว
แนะนำให้เข้าร่วมทัวร์ฟรีโดยมัคคุเทศก์อาสาสำหรับการเดินไปตามร่องรอยยุคโจมงซึ่งได้รับการฟื้นฟูให้กลับมาอยู่ในยุคปัจจุบัน คุณจะรู้สึกตื่นเต้นไปกับความน่าประทับใจของยุคโบราณที่จะคงอยู่ไปตลอดกาล ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จุดรวมตัวจะเป็นโถงทางเข้าหรือบริเวณใกล้ๆ ทางออกอุโมงค์จิยู ปกติไม่ต้องจองล่วงหน้า แต่กรุณาปรึกษาล่วงหน้าในกรณีมาเป็นหมู่คณะหรือต้องการมัคคุเทศก์ที่พูดภาษาอังกฤษได้
ด้านข้างเป็น “พิพิธภัณฑ์ศิลปะจังหวัดอะโอะโมะริ” ที่ออกแบบโดยได้ไอเดียมาจากจุดขุดสำรวจของโบราณสถานซันไนมะรุยะมะ และยังมีการตัดพื้นดินเป็นรูปทรงเรขาคณิตเหมือนร่องดินของจุดขุดสำรวจ จึงอย่าลืมมาเพลิดเพลินกับที่นี่กันให้ได้ค่ะ
 

พิพิธภัณฑ์ศิลปะโทวาดะ อาโอโมริพิพิธภัณฑ์ศิลปะ

คนรักศิลปะไม่ควรพลาด ต้นกำเนิดลักษณะเฉพาะของศิลปะแห่งอะโอะโมะริ

พิพิธภัณฑ์ศิลปะโทวาดะ อาโอโมริพิพิธภัณฑ์ศิลปะ
อาคารสีขาวโพลนมีลักษณะสูงต่ำไม่เท่ากันนั้นตั้งตระหง่านอยู่บนบริเวณกว้างใหญ่และมองเห็นวิวสวย พิพิธภัณฑ์ศิลปะจังหวัดอะโอะโมะริมีสไตล์แบบสมัยใหม่และประณีต อาคารออกแบบโดยได้ไอเดียมาจากจุดที่ขุดพบ “โบราณสถานซันไนมะรุยะมะ” อันเป็นร่องรอยหมู่บ้านยุคโจมงที่ตั้งอยู่ข้างๆ มีการตัดพื้นดินเป็นรูปทรงเรขาคณิตเหมือนหลุมของจุดขุดสำรวจ จึงเป็นพื้นที่ไม่เหมือนใครโดยผสมผสานระหว่างยุคโจมงกับยุคใหม่ บริเวณทางเข้ามีการสื่อถึง “อะโอะโมะริ (ป่าสีน้ำเงิน)” ด้วยสัญลักษณ์ของต้นไม้เรืองแสงสีน้ำเงินที่เรียงรายกันอยู่เป็นจำนวนมาก พอตะวันตกดินแล้วพวกต้นไม้ก็จะโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางความมืด ใส่ความตั้งใจจนถึงรายละเอียดและแค่ความสวยงามของสถาปัตยกรรมก็ควรค่าแก่การชมแล้ว
ผลงานเลื่องชื่อคือ “อะโอะโมะริอินุ (สุนัขอะโอะโมะริ)” ขนาดยักษ์ความสูง 8.5 เมตร ซึ่งเป็นผลงานของจิตรกรและนักแกะสลักชาวอะโอะโมะริชื่อนาระ โยชิโตโมะผู้โด่งดังไปทั่วโลก เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปก็จะพบกับสุนัขสีขาวโพลนใบหน้าสงบยืนอยู่นิ่งๆ ในบริเวณที่เรียกว่า “ฮัคคาคุโด” ซึ่งจะมองเห็นท้องนภาเป็นรูปทรงหกเหลี่ยม แล้วยังสามารถเพลิดเพลินกับผลงานของศิลปินคนอื่นๆ ของจังหวัดอะโอะโมะริผู้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ เช่น บรมครูด้านภาพพิมพ์ชื่อมุนาคาตะ ชิโค หรือนาริตะ โทรุผู้มีชื่อเสียงมาจากการออกแบบสัตว์ประหลาดในเรื่องอุลตร้าแมน
ภาพฉากหลังเวทีแสดงบัลเลต์เรื่อง “Aleko” ที่เขียนโดยบรมครูชื่อมาร์ค ชาร์กาลก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจ พื้นที่โถงเปิดโล่งสี่ชั้นอันกว้างขวางเป็นที่เก็บภาพฉากหลังเวทีแสดงบัลเลต์เรื่อง “Aleko” องก์ที่ 1 องก์ที่ 2 และองก์ที่ 4 ซึ่งประกอบไปด้วยผลงานทั้งหมด 4 ชิ้น ภาพมีขนาดใหญ่โตมโหฬารขนาดประมาณ 9 เมตร × 15 เมตร มองเพียงแค่ขนาดก็ทำให้รู้สึกตื้นตันใจแล้ว
ภายในพิพิธภัณฑ์มีคาเฟ่น่ารักๆ ชื่อ “ยงฮิกิโนะเนโกะ (แมวสี่ตัว)” และเมนูแบบหนังสือภาพก็เป็นการเติมสีสันในแบบเฉพาะของพิพิธภัณฑ์ศิลปะอีกด้วย คุณจะได้ทานอาหารกลางวันและขนมหวานที่ใส่ใจเลือกวัตถุดิบของอะโอะโมะริในบรรยากาศแบบสดใสๆ
การตามหาของฝากเก๋ๆ ในร้านค้าของพิพิธภัณฑ์ก็สนุกเช่นกัน มีทางเข้าแยกจากพิพิธภัณฑ์ฉะนั้นสามารถเข้าออกโดยตรงได้โดยไม่ต้องเข้าไปภายในพิพิธภัณฑ์
 
 

Aomori Gyosai Center Nokkedon

Aomori Gyosai Center Nokkedon
 

Nebuta Museum Wa Rasse

Nebuta Museum Wa Rasse
 

อะซามูชิออนเซ็น

รีสอร์ตพร้อมออนเซ็นเพียงแห่งเดียวในโทโฮคุที่หันหน้าไปทางอ่าวมุตสึซึ่งมีทิวทัศน์ยามเย็นสวยงาม

อะซามูชิออนเซ็น
หากนั่ง “รถไฟอะโอะอิโมะริ” อันเป็นรถไฟท้องถิ่นเพื่อชมวิวสวยและลงที่ “สถานีอะซะมุชิออนเซ็น” คุณก็จะได้พบกับเมืองอะซะมุชิออนเซ็น ออนเซ็นแช่เท้าฟรีตรงหน้าสถานีจะช่วยกระตุ้นอารมณ์อยากเที่ยวได้ บรรยากาศของเมืองฝั่งตะวันออกกับตะวันตกของสถานีมีความแตกต่างกัน ฝั่งตะวันออกจะเป็นเมืองออนเซ็นแบบย้อนยุค ส่วนฝั่งตะวันตกจะเป็นรีสอร์ตติดทะเล
ฝั่งตะวันออกมีเรียวกังพร้อมออนเซ็นกับโรงอาหารแบบสมัยก่อนตั้งอยู่ตามซอยแคบๆ และมีบรรยากาศแบบเมืองออนเซ็นในสมัยก่อนของญี่ปุ่น ทั้งยังมี “จุดต้มไข่ออนเซ็น” ที่เพียงแค่แช่ลงในน้ำพุร้อนก็จะได้ออกมาเป็นไข่ออนเซ็นอร่อยๆ และ “จุดดื่มน้ำพุร้อน” ที่กล่าวกันว่ามีฤทธิ์ช่วยรักษาโรคทางเดินอาหารเรื้อรัง นอกจากนี้ฝั่งตะวันออกของสถานียังมี “วนอุทยานอะซะมุชิออนเซ็น” ที่ได้รับเลือกให้เป็น “ร้อยอันดับป่าสำหรับธรรมชาติบำบัด” และ “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอะซะมุชิ” ที่ได้รับเสียงชื่นชมเรื่องการแสดงโลมาอีกด้วย
ฝั่งตะวันตกมีสวนริมทะเล “ซันเซ็ตบีชอะซะมุชิ” ให้คุณได้ดื่มด่ำกับทะเล ไม่ว่าจะเป็นชายหาด วินด์เซิร์ฟ เรือยอชต์ หรือการตกปลา เป็นต้น มีจุดพักรถ “ยู~สะอะซะมุชิ” ที่มีบ่อแช่น้ำชมวิวอ่าวมุตสึ รวมถึงเป็นรีสอร์ตติดทะเลควบคู่ไปกับรีสอร์ตพร้อมออนเซ็นซึ่งเรียงรายไปด้วยโรงแรมขนาดใหญ่ที่มีห้องวิวทะเล ความสวยงามของวิวอ่าวมุตสึในยามเย็นนั้นหาที่ใดเปรียบมิได้! ดังนั้นไม่ควรพลาดมาเข้าพักกันให้ได้
น้ำพุร้อนใสไร้สี ไร้รส ไร้กลิ่น และอ่อนโยนต่อผิว นอกจากจะช่วยรักษาอาการปวดเส้นประสาท โรครูมาตอยด์ ปวดเอว โรคสตรี โรคผิวหนัง และอื่นๆ แล้วยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นและช่วยให้ผิวสวยอีกด้วย
วันที่ 2
 

ทานอาหารกลางวันแถวรถไฟ JR สถานี Ichinoseki

วัฒนธรรมทานโมจิของอิจิโนะเซะคิ

ทานอาหารกลางวันแถวรถไฟ JR สถานี Ichinoseki
แถบเมืองอิจิโนะเซะคิ จังหวัดอิวะเตะสามารถเก็บเกี่ยวข้าวเหนียวคุณภาพดีได้ ทำให้เกิด "วัฒนธรรมทานโมจิ" มาตั้งแต่สมัยเอโดะ ว่ากันว่าที่นี่มีเมนูโมจิมากกว่า 300 เมนู ยกตัวอย่างเช่น "โมจิฮงเซน"  เมนูที่มาจากวัฒนธรรมการกินของซามูไรในแคว้นดะเตะ โมจิที่นี่มีรสหลากหลาย ไม่ได้มีแต่โมจิรสหวานอย่างโมจิไส้ถั่วแดงหรือไส้ถั่วแระเท่านั้น แต่ยังมีโมจิไส้คาวอย่างกุ้งหรือเห็ดชิอิตะเคะ และโมจิที่ฟิวชั่นกับอาหารตะวันตกด้วย 


ค้นหาร้านอาหาร
 
 

วัดโมะสึจิ

สวนที่จะให้คุณสัมผัสประสบการณ์แดนสุขาวดี

วัดโมะสึจิ
วัดโมซือจิได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นเดียวกับวัดจูซนจิ ยังคงหลงเหลือสวนโบราณงดงามและซากศาสนสถานอยู่ วัดนี้เป็นวัดเพียงไม่กี่แห่งในญี่ปุ่นที่รัฐเลือกให้เป็นทั้ง “ร่องรอยประวัติศาสตร์พิเศษ"" และ “จุดวิวสวยพิเศษ""
นักบวชคะคุไดชิเอ็นนินเป็นผู้ริเริ่มและก่อสร้างโดยโมะโตะฮิระ ฟุจิวะระผู้ครองแคว้นโอชูรุ่นที่สองและฮิเดะฮิระรุ่นที่สาม
สวนสไตล์โจโดะจำลองมาจากโลกแห่งพุทธและมีความงามจนคุณถึงกับต้องกลั้นหายใจ คุณจะได้เห็นน้ำพุใหญ่อยู่ใจกลางสระน้ำ หาดทราย หินที่น้ำกัดเซาะ และสะพานหินแคบๆ แถมยังทำหน้าที่ถ่ายทอดเทคนิคการจัดสวนญี่ปุ่นให้แก่ปัจจุบันด้วย
สวนที่ทำให้รู้สึกว่าเวลาไหลช้าจะช่วยให้คุณลืมเลือนความวุ่นวายในแต่ละวันได้ แนะนำให้นั่งสมาธิหรือคัดลอกพระสูตรหากต้องการสัมผัสกับโลกแห่งพุทธให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองมาเผชิญหน้ากับตัวเองในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กันดูดีไหม
สวนวัดโมซือจิจะมีดอกไม้สีสันสวยๆ ทุกฤดูกาลมาสะกดใจผู้คน เทศกาลต้นไอริสในช่วงต้นฤดูร้อนและเทศกาลดอกฮางิในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงจะมีผู้คนมาเยือนกันอย่างล้นหลาม
เดินง่ายเพราะเป็นพื้นที่ราบและออกแบบให้ปราศจากสิ่งกีดขวาง เช่น ติดตั้งลิฟท์และห้องน้ำอเนกประสงค์ ผู้สูงอายุและคนที่พาเด็กมาจึงวางใจได้
 

วัดจูซนจิ

สวยงามอลังการ! วิหารสีทองเปล่งประกาย

วัดจูซนจิ
"มรดกทางวัฒนธรรมฮิระอิซุมิ" ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อปี 2011 วัดจูซนจิเป็นที่รู้จักเพราะ "วิหารคนจิคิโด" ซึ่งเปล่งประกายสีทองอย่างสวยงามอลังการ แต่ก็ยังมีจุดน่าชมอื่นๆ อีกมากมาย! ไม่ว่าจะเป็น "วิหารเบงเคโด" "วิหารยะคุชิโด" "วิหารหลักฮงโด" เป็นต้น
วัดจูซนจิสร้างขึ้นเมื่อปี 850 โดยพระที่มีสมณศักดิ์สูงนามจิคะคุไดชิเอ็นนิน จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 12 คิโยะฮิระ ผู้ครองแคว้นโอชูรุ่นแรกของตระกูลฟุจิวะระก็ได้สร้างวัดขนาดใหญ่ขึ้น เพื่ออธิษฐานให้สังคมสงบสุขดั่งในอุดมคติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเนื่องจากคิโยะฮิระเสียครอบครัวไปในสงคราม ฮิระอิซุมิเคยเป็นแหล่งผลิตทองที่รุ่งเรืองยาวนานเกือบ 100 ปีตั้งแต่โมะโตะฮิระรุ่นที่สองและฮิเดะฮิระรุ่นที่สาม จนยะซุฮิระรุ่นที่สี่โดนตระกูลมินาโมโตะทำลายล้างวิหารคนจิคิโดเป็นสถาปัตยกรรมทรัพย์สินของญี่ปุ่นหมายเลข 1 และได้รวมเทคนิคศิลปหัตถกรรมในสมัยนั้นเอาไว้ เช่น งานประดับตกแต่งด้วยมุก งานฉลุลาย วาดลงลวดลายทองหรือเงินบนเครื่องเขิน “ซังโคโซ” เป็นที่เก็บทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างพระพุทธรูป รวมถึงเป็นคลังสมบัติเก็บศิลปะเกี่ยวกับพระพุทธรูปที่เลื่องชื่อของญี่ปุ่นฝั่งตะวันออก ทั้งยังถ่ายทอดประวัติศาสตร์พร้อมกับความรุ่งโรจน์ของตระกูลฟุจิวะระผู้ครองแคว้นโอชูให้แก่ผู้คนในยุคปัจจุบันอีกด้วย
ซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้เขียวชอุ่มในฤดูร้อน ใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง และหิมะในฤดูหนาว ทิวทัศน์ในแต่ละฤดูกาลที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติก็มีเสน่ห์น่าหลงใหลเช่นกัน
การใช้บริการรถบัสนำเที่ยวหรือจักรยานเช่าจะสะดวกในการตระเวนเที่ยวฮิระอิซุมิ รถบัสนำเที่ยว “รุนรุน” จะเริ่มต้นที่สถานี JR ฮิระอิซุมิ โดยหนึ่งรอบจะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในการวนตามสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ เช่น วัดจูซนจิและวัดโมซือจิ ส่วนจักรยานเช่า “รินริน” มีบริการให้เช่าอยู่ภายในระยะเดินจากสถานี JR ฮิระอิซุมิ โปรดสอบถามกับศูนย์แนะนำข้อมูลท่องเที่ยวของสถานี
 
 
จุดหมายปลายทาง
  • ซากโบราณสถานซันไนมารุยามะ(โจโมนจิยูกัน)
  • พิพิธภัณฑ์ศิลปะโทวาดะ อาโอโมริพิพิธภัณฑ์ศิลปะ
  • Aomori Gyosai Center Nokkedon
  • Nebuta Museum Wa Rasse
  • อะซามูชิออนเซ็น
  • วัดโมะสึจิ
  • วัดจูซนจิ

ผู้ที่ดูหน้านี้ก็ดูหน้าเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ชมซากุระมิจิโนะคุที่ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น ท่องเท…
ดูข้อมูลพื้นฐาน