เที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของโทโฮคุที่เซนได, มะสึชิมะ และฮิระอิซุมิ 2 วัน 1 คืน

แผนที่พื้นที่ 青森県 岩手県 宮城県 秋田県 山形県 福島県 新潟県
เริ่มต้น
วันที่ 1
 
 

วัดซุยกันจิ

วัดที่จะให้คุณได้สัมผัสความคลั่งไคล้และรสนิยมด้านความงามของมะซะมุเนะ

วัดซุยกันจิ
วัดซุอิกันจิเป็นวัดประจำตระกูลของผู้ครองแคว้นชื่อดังในยุคเซ็นโกคุนามว่าดะเตะ มะซะมุเนะ สร้างขึ้นในปี 828 แต่ดะเตะ มะซะมุเนะได้ปฏิสังขรณ์วัดที่ทรุดโทรมแห่งนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหลังยุคเซ็นโกคุผ่านพ้นไป วัดนี้จะให้คุณสัมผัสได้ถึงรสนิยมด้านความงามของมะซะมุเนะในทุกซอกทุกมุม
“วิหารหลัก"" และ ""ห้องครัว"" ของที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินของญี่ปุ่น ห้ามพลาดชมภาพวาดอันสวยงามบนประตูเลื่อนในวิหารหลัก ในฤดูใบไม้ผลิ ""ต้นกะริวไบ"" ซึ่งอยู่ด้านหน้าวิหารหลักจะผลิดอกงดงาม ใน ""ห้องครัว"" ของวัดก็มีการแกะสลักลวดลายแบบอาหรับและแสดงให้เห็นถึงรสนิยมของมะซะมุเนะ
“ประตูโอนาริมง” “ประตูชูมง” และ “รั้วไทโกะเบ” ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น วัดยังมีจุดน่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย เช่น “กลุ่มถ้ำและซากปรักหักพัง” และ “ถ้ำฮชชินคุสึ”
ใน “วิหารเซริวเด็น (อาคารเก็บสมบัติ)” จัดแสดงภาพวาดและอุปกรณ์ใช้ในพิธีชงชาของตระกูลมะซะมุเนะ รวมถึงประตูเลื่อนในวิหารหลักของจริงด้วย
ทั้งยังเป็นหนึ่งในจุดแสวงบุญของ “เส้นทางแสวงบุญสี่วัด” ร่วมกับ “วัดจูซนจิ” กับ “วัดโมซือจิ” ในฮิระอิซุมิ จังหวัดอิวะเตะและ “วัดริชชะคุจิ” ในยะมะเดะระ จังหวัดยะมะกะตะด้วย
ตั้งติดกับ “วัดเอนซืออิน” แล้วยังใกล้กับร้านอาหารและร้านจำหน่ายสินค้าของฝากด้วย แนะนำให้ไปเยือน “วัดโกไดโด” ที่มะซะมุเนะสร้างขึ้นมาก่อนวัดซุอิกันจิไปพร้อมๆ กันด้วย
หลังเพลินตากับทัศนียภาพสวยงามไร้ที่เปรียบ ณ มัตสึชิมะอันเป็นหนึ่งในสามอันดับวิวของญี่ปุ่นแล้ว ก็ลองมาหวนนึกถึงสมัยนั้นที่วัดของมะซะมุเนะกันนะคะ
 

วัดเอนสึอิน

วัดขอเรื่องความรักที่มีสวนสวยให้ได้ชม

วัดเอนสึอิน
ผู้คนต่างแห่กันมาวัดเอนซืออินเพราะที่นี่เป็น ""วัดขอเรื่องความรัก"" และเป็น ""จุดชมใบไม้เปลี่ยนสีชื่อดัง” ตั้งอยู่ที่มัตสึชิมะซึ่งเป็นหนึ่งในสามวิวที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นและตั้งอยู่ติดกับวัดซุอิกันจิ
วัดเอนซืออินเป็นวัดประจำตัวของมิตสึมุเนะซึ่งเป็นหลานของดะเตะ มะซะมุเนะ ผู้ครองแคว้นชื่อดังในยุคเซ็นโกคุ ข้างในมีสุสาน ""ซังเคเด็น"" ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่นและภาพวาดกุหลาบซึ่งฮาเซะกุระ สึเนนากะ บริวารของดะเตะนำกลับมาจากยุโรป ทั้งยังรู้จักกันว่าเป็น “วัดกุหลาบ” เพราะมีสวนที่จัดโดยใช้กุหลาบเป็นธีมหลัก นอกจากนี้ด้านในตู้พระยังมีเขียนลวดลายข้าวหลามตัด ดอกจิก หัวใจ และโพดำให้ได้เห็นถึงอิทธิพลจากชาติตะวันตกอีกด้วย
สวนก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของวัดแแห่งนี้ มีสวนที่มีเอกลักษณ์ 4 แห่ง เช่น สวนหิน ต้นไม้และใบไม้ที่เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงช่วงปลายเดือนตุลาคม - ปลายเดือนพฤศจิกายนจะแต่งแต้มสีสันให้ภายในวัด ไฟประดับตอนกลางคืนก็จะช่วยสร้างบรรยากาศที่แตกต่างด้วย ใบไม้เปลี่ยนสีที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำมีความงดงามประหนึ่งอยู่ต่างโลกอย่างไรอย่างนั้น ภายในวัดมีร้านอาหารให้เพลิดเพลินกับอาหารไคเซกิระหว่างชมวิวสวนสวยด้วย
พอผ่านประตูวัดไปแล้วก็จะมองเห็น “เอ็นมุซึบิคันนน (เจ้าแม่กวนอิมผูกรัก)” อยู่ทางด้านซ้ายทันทีและมีตุ๊กตาโคเคชิน่ารักๆ ที่คนมาถวายตั้งเรียงรายอยู่ ฉะนั้นมาเขียนคำอธิษฐานลงบน “เอ็นมุซึบิโคเคชิ (ตุ๊กตาโคเคชิผูกรัก)” และถวายเพื่ออธิษฐานขอคู่ครองที่เหมาะสมกันค่ะ
กิจกรรมประดิษฐ์ลูกประคำที่สามารถเลือกหินที่คุณถูกใจได้ก็เป็นที่นิยมเช่นกัน ลูกประคำเป็นของประกอบพิธีกรรมซึ่งจะห้อยไว้ที่มือตอนพนมมือไหว้พระพุทธเจ้า กล่าวกันว่าแค่ถือเอาไว้ในมือก็จะได้ความสงบแล้ว มีคอร์สหินธรรมชาติ แก้ว และพลาสติกให้เลือก หากเลือกคอร์สหินธรรมชาติจะมีการอธิบายเกี่ยวกับหินที่เลือกหลังจากทำเสร็จด้วย ลูกประคำแบบไม่เหมือนใครที่ประดิษฐ์ด้วยตนเองนี้เหมาะที่สุดแล้วสำหรับเป็นของที่ระลึกในการเดินทางให้กับตัวเอง
 

โกะไดโด

สะพานสีแดงกับวัดที่ตั้งอยู่บนเกาะเป็นสัญลักษณ์แห่งมัตสึชิมะ

โกะไดโด
สะพานสีแดงที่ทอดข้ามไปยังเกาะเล็กๆ ที่ถูกตัดขาดและวัดโกไดโดที่ตั้งตระหง่านเป็นทัศนียภาพสัญลักษณ์ของมัตสึชิมะ แถมยังเป็นจุดชมวิวสวยที่มองเห็นอ่าวมัตสึชิมะอีกด้วย
จุดเริ่มต้นคือการสร้างวัดบิชะมงโดในปี 807 โดยซาคาโนะอุเอะ โนะ ทามูระมาโระ ผู้เคยเป็นขุนนางและเจ้าหน้าที่ทางการทหาร จากนั้นก็ได้ชื่อนี้มาเพราะพระจิคาคุไดชิเอ็นนินอัญเชิญรูปปั้นวิทยาราชทั้งห้า (อจละ ไตรโลกยวิชยะ กุณฑลิ ยมานตกะ วัชรยักษ์) มาประดิษฐานในปี 828 รูปปั้นวิทยาราชทั้งห้าเป็นพระพุทธรูปลับและเปิดให้ชมทุกๆ 33 ปี
วัดในปัจจุบันเป็นวัดที่สร้างโดยเจ้าผู้ครองแคว้นยุคเซ็นโกคุชื่อดังอย่างดะเตะ มะซะมุเนะ มีการสลัก 12 นักษัตรที่ทั้ง 4 มุมใต้หลังคาและคาเอรุมาตะ (ไม้ค้ำ) คุณจะได้เห็นองค์ประกอบของวัฒนธรรมสมัยโมโมยามะซึ่งพัฒนาขึ้นมาในช่วงครึ่งหลังศตวรรษที่ 16 จนถึงต้นศตวรรษที่ 17 ถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมสมัยโมโมยามะที่เก่าที่สุดในภูมิภาคโทโฮคุและได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น
บริเวณพื้นของสะพาน “ซุคาชิบาชิ” มีช่องว่างให้มองเห็นทะเลที่อยู่เบื้องล่างได้ สร้างแบบนี้เพื่อให้ตั้งใจสักการะอย่างเต็มที่ ปัจจุบันมีการติดแผ่นไม้ลงไปในแนวตั้งเพื่อให้เดินง่ายแต่สมัยก่อนเคยเป็นรูปแบบบันได
ทั้งยังมีตำนานเล่าว่าตอนที่เอ็นนินเปิดวัดเอ็นปุคุ (คือวัดซุยกังในปัจจุบัน) และได้อัญเชิญวิทยาราชทั้งห้ามาประดิษฐานนั้น อยู่มาคืนหนึ่งท้าวเวสสุวรรณที่ซาคาโนะอุเอะ โนะ ทามูระมาโระเคยสักการะบูชาก็เรืองแสงและลอยไปยังเกาะเล็กๆ ที่อยู่ไกลจากฝั่ง จึงเรียกเกาะนั้นว่าเกาะบิชะมง (ท้าวเวสสุวรรณ)
การชมเกาะต่างๆ ในอ่าวระหว่างนึกถึงตำนานแบบนี้พร้อมกับไปเที่ยววัดซุยกังด้วยก็เป็นเรื่องที่น่าสนุกเช่นกัน

ทานอาหารกลางวันแถวมะสึชิมะ (อาหารทะเลประจำฤดู)

 
 

ซุยโฮเดน

ดะเตะ มะซะมุเนะผู้หลับใหลอยู่ในสุสานอันสวยงามหรูหรา

ซุยโฮเดน
ดะเตะ มะซะมุเนะถึงแก่กรรมในวัย 70 ปีและสุสาน ""วัดซุยโฮเดน"" ก็ถูกสร้างขึ้นตามคำสั่งเสียของเขา
ที่สุสานเราจะได้เห็นลักษณะเด่นอันวิจิตรตระการตาของวัฒนธรรมโมะโมะยะมะซึ่งเคยเจริญรุ่งเรืองในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 16 จนถึงต้นศตวรรษที่ 17 ตัวสุสานประดับอย่างละเอียดลออด้วยงานศิลปะลายต้นไม้และผีเสื้อ จึงจะเห็นอิทธิพลจากต่างประเทศได้อย่างชัดเจนด้วย
กล่าวกันว่าเป็นสถาปัตยกรรมสุสานที่จะถ่ายทอดความสง่างามของสไตล์โมะโมะยะมะให้แก่ชนรุ่นหลังและได้ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นทรัพย์สินของญี่ปุ่นในปี 1931 แต่ก็ถล่มหายไปตอนสงครามแปซิฟิก หลังจากนั้นมีการปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ในปี 1979 และอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
ภายในวัดมีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ต้นสนญี่ปุ่นขึ้นอย่างเนืองแน่น รวมถึงสุสาน “คันเซ็นเด็น” ของดะเตะ ทะดะมุเนะผู้ครองแคว้นรุ่นที่ 2 และสุสาน “เซ็นโนเด็น” ของดะเตะ สึนะมุเนะผู้ครองแคว้นรุ่นที่ 3
พิพิธภัณฑ์จัดแสดงภาพการขุดสำรวจในตอนปฏิสังขรณ์และของสำคัญอย่างอัฐิ ทั้งยังมีการบรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เซนไดพร้อมกับผู้ครองแคว้นทั้งสามให้เข้าใจได้ง่ายด้วย
ร้านค้ามีวางจำหน่ายสินค้าที่ไม่เหมือนใครด้วย
หากนั่ง “รูปุรุเซนได” ที่วนรอบสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใจกลางเซนไดก็จะเดินทางไปได้อย่างสะดวกสบาย
ตั้งอยู่บนเนินเตี้ยๆ ฉะนั้นต้องเดินขึ้นเนินลาดชันหรือบันได
 

ปราสาทเซนได

ทัศนียภาพที่ดะเตะ มะซะมุเนะเคยชม วิวเมืองเซนไดแบบสุดลูกหูลูกตา!

ปราสาทเซนได
สร้างปราสาทขึ้นในปี 1610 โดยผู้ครองแคว้นเซนไดรุ่นแรกและเป็นผู้ครองแคว้นชื่อดังในยุคเซ็นโกคุนามว่าดะเตะ มะซะมุเนะ ผู้มีฉายาว่ามังกรตาเดียว ปัจจุบันรูปปั้นมะซะมุเนะขี่ม้าก็ยังคงมองลงมายังเมืองเซนไดและทำให้นึกถึงสภาพในสมัยนั้น ที่นี่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในร้อยปราสาทชื่อดังของญี่ปุ่น
ปราสาทเซนไดเป็นป้อมปราการธรรมชาติซึ่งอาศัยประโยชน์จากภูเขาและแม่น้ำได้อย่างชาญฉลาด แม้ตอนนี้ตัวปราสาทจะไม่มีแล้วแต่ยังเหลือกำแพงหินดั้งเดิมอันงดงามและหอคอยสังเกตการณ์ที่บูรณะขึ้นใหม่ คุณจึงสามารถสัมผัสกับเสน่ห์ได้อย่างเต็มที่
แนะนำให้ไป “พิพิธภัณฑ์ชมและฟัง” ที่จัดแสดงเอกสารสำคัญหากต้องการทราบประวัติศาสตร์ของปราสาทเซนไดให้ละเอียดขึ้น นอกจากนี้ที่ “อาคารนิทรรศการเอกสาร” ยังมีภาพตอนบูรณะปราสาทเซนไดให้ดูแบบ CG ด้วย
สามารถมาได้ง่ายๆ โดยใช้รถบัส “รูปุรุเซนได” ที่จะวนรอบสถานที่ท่องเที่ยวในบริเวณใจกลางเมืองเซนได
หากโชคดีอาจจะได้พบ “คณะต้อนรับประจำโอชูและเซนได คณะนายพลดะเตะ” ด้วย!
มีอาหารและของฝากมากมายฉะนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คุณไม่ควรพลาดยามมาเยือนเซนได
มองเห็นวิวตัวเมืองได้แบบสุดลูกหูลูกตาจากเนินสูง ปราสาทเซนไดจึงเป็นจุดชมวิวยามราตรีที่ได้รับความนิยมด้วย เชิญคุณมาชมวิวบ้านเมืองในช่วงกลางคืนไปพร้อมกับรูปปั้นขี่ม้าที่มีการประดับไฟ
“ศาลเจ้ามิยะกิเค็งโกโคคุ” ที่สร้างบนร่องรอยป้อมปราการชั้นในนั้น มีอาคารศาลเจ้าหลักสีแดงที่งดงามจนทำให้มีผู้คนมาชมกันอย่างคับคั่ง
 

อะคิอุ ออนเซ็น

ออนเซ็นที่ครนครันไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวอันมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์

อะคิอุ ออนเซ็น
อะคิอุออนเซ็นเปิดให้บริการมานานถึง 1,500 ปีและเป็นสถานที่พักผ่อนที่ชาวเซนไดคุ้นเคยกันดี กล่าวกันว่าในศตวรรษที่ 6 ออนเซ็นนี้เคยรักษาจักรพรรดิคิมเมที่ 29 ให้หายจากโรคผิวหนัง จึงได้รับการกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งใน ""สามสุดยอดออนเซ็นของญี่ปุ่น"" ร่วมกับเบชโฉะออนเซ็นและโนะซะวะออนเซ็น นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักกันในฐานะออนเซ็นโปรดของตระกูลดะเตะ ผู้ครองแคว้นหลายต่อหลายรุ่นและมะซะมุเนะต่างก็เคยมาที่นี่
ลักษณะเด่นของน้ำพุร้อนอยู่ตรงน้ำใสไร้สี ไร้รส ไร้กลิ่น และรู้สึกหนาวตัวหลังอาบน้ำเสร็จได้ยาก มีโรงแรมน่าสนใจตั้งเรียงรายเลียบแม่น้ำนาโตริ ตั้งอยู่ในทำเลดีโดยใช้เวลานั่งรถบัสจากหน้าสถานีเซนไดอย่างน้อย 30 นาที เมนูแช่น้ำแบบไม่ค้างคืนก็มีเตรียมไว้ให้บริการอย่างครบครัน มีทั้งบ่อแช่เท้าและโรงอาบน้ำสาธารณะด้วยดังนั้นสามารถมาที่นี่ต่อได้ในตอนที่มาเยือนเซนได
สถานที่ท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียงก็เยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหุบเขาไรไรเคียวที่มีหินหน้าตาสวยงามแปลกตาซึ่งเกิดขึ้นมาเพราะการกัดเซาะของน้ำในแม่น้ำ เล่าขานกันว่าคู่รักที่เห็น “หัวใจแห่งสะพานโนโซกิ” ด้วยกันจะได้พบกับความสุข จึงได้รับการกำหนดให้เป็นแดนแห่งคู่รัก ลองมาก้มลงมองจากบนสะพานพร้อมกับคนสำคัญกันเถอะ
ตื่นตาตื่นใจไปกับ “น้ำตกใหญ่อะคิอุ” ที่มีน้ำไหลลงมาจากความสูง 55 เมตร ทั้งยังมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ให้ได้เพลิดเพลินกันอีกด้วย เช่น “หุบเขาฟุตาคุจิ” ที่สามารถเดินเล่นผ่อนคลายไปกับธรรมชาติได้และจุดชมวิวสวย “หน้าผาบันจิอิวะ”
นอกจาก “หมู่บ้านศิลปหัตถกรรมอะคิอุ” จะมีสินค้าศิลปหัตถกรรมดั้งเดิมของมิยะกิและฝีมือการประดิษฐ์ให้ได้สัมผัสกันแล้ว ที่นี่ยังมี “ศูนย์หมู่บ้านอะคิอุ” ที่สามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการท่องเที่ยวอะคิอุและ “บ้านอะคิอุ” ที่จำลองมาจากบ้านเรือนโบราณซึ่งสร้างมากว่า 160 ปีอีกด้วย
การแช่บ่อกลางแจ้งพลางชมวิวต้นไม้หลากสีในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีก็เป็นการใช้เวลาอันหรูหรา ลองมาผ่อนคลายที่แหล่งออนเซ็นท่ามกลางธรรมชาติกันดีกว่า
วันที่ 2
 
 
 

วัดโมะสึจิ

สวนที่จะให้คุณสัมผัสประสบการณ์แดนสุขาวดี

วัดโมะสึจิ
วัดโมซือจิได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นเดียวกับวัดจูซนจิ ยังคงหลงเหลือสวนโบราณงดงามและซากศาสนสถานอยู่ วัดนี้เป็นวัดเพียงไม่กี่แห่งในญี่ปุ่นที่รัฐเลือกให้เป็นทั้ง “ร่องรอยประวัติศาสตร์พิเศษ"" และ “จุดวิวสวยพิเศษ""
นักบวชคะคุไดชิเอ็นนินเป็นผู้ริเริ่มและก่อสร้างโดยโมะโตะฮิระ ฟุจิวะระผู้ครองแคว้นโอชูรุ่นที่สองและฮิเดะฮิระรุ่นที่สาม
สวนสไตล์โจโดะจำลองมาจากโลกแห่งพุทธและมีความงามจนคุณถึงกับต้องกลั้นหายใจ คุณจะได้เห็นน้ำพุใหญ่อยู่ใจกลางสระน้ำ หาดทราย หินที่น้ำกัดเซาะ และสะพานหินแคบๆ แถมยังทำหน้าที่ถ่ายทอดเทคนิคการจัดสวนญี่ปุ่นให้แก่ปัจจุบันด้วย
สวนที่ทำให้รู้สึกว่าเวลาไหลช้าจะช่วยให้คุณลืมเลือนความวุ่นวายในแต่ละวันได้ แนะนำให้นั่งสมาธิหรือคัดลอกพระสูตรหากต้องการสัมผัสกับโลกแห่งพุทธให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองมาเผชิญหน้ากับตัวเองในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์กันดูดีไหม
สวนวัดโมซือจิจะมีดอกไม้สีสันสวยๆ ทุกฤดูกาลมาสะกดใจผู้คน เทศกาลต้นไอริสในช่วงต้นฤดูร้อนและเทศกาลดอกฮางิในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงจะมีผู้คนมาเยือนกันอย่างล้นหลาม
เดินง่ายเพราะเป็นพื้นที่ราบและออกแบบให้ปราศจากสิ่งกีดขวาง เช่น ติดตั้งลิฟท์และห้องน้ำอเนกประสงค์ ผู้สูงอายุและคนที่พาเด็กมาจึงวางใจได้
 

วัดจูซนจิ

สวยงามอลังการ! วิหารสีทองเปล่งประกาย

วัดจูซนจิ
"มรดกทางวัฒนธรรมฮิระอิซุมิ" ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อปี 2011 วัดจูซนจิเป็นที่รู้จักเพราะ "วิหารคนจิคิโด" ซึ่งเปล่งประกายสีทองอย่างสวยงามอลังการ แต่ก็ยังมีจุดน่าชมอื่นๆ อีกมากมาย! ไม่ว่าจะเป็น "วิหารเบงเคโด" "วิหารยะคุชิโด" "วิหารหลักฮงโด" เป็นต้น
วัดจูซนจิสร้างขึ้นเมื่อปี 850 โดยพระที่มีสมณศักดิ์สูงนามจิคะคุไดชิเอ็นนิน จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 12 คิโยะฮิระ ผู้ครองแคว้นโอชูรุ่นแรกของตระกูลฟุจิวะระก็ได้สร้างวัดขนาดใหญ่ขึ้น เพื่ออธิษฐานให้สังคมสงบสุขดั่งในอุดมคติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเนื่องจากคิโยะฮิระเสียครอบครัวไปในสงคราม ฮิระอิซุมิเคยเป็นแหล่งผลิตทองที่รุ่งเรืองยาวนานเกือบ 100 ปีตั้งแต่โมะโตะฮิระรุ่นที่สองและฮิเดะฮิระรุ่นที่สาม จนยะซุฮิระรุ่นที่สี่โดนตระกูลมินาโมโตะทำลายล้างวิหารคนจิคิโดเป็นสถาปัตยกรรมทรัพย์สินของญี่ปุ่นหมายเลข 1 และได้รวมเทคนิคศิลปหัตถกรรมในสมัยนั้นเอาไว้ เช่น งานประดับตกแต่งด้วยมุก งานฉลุลาย วาดลงลวดลายทองหรือเงินบนเครื่องเขิน “ซังโคโซ” เป็นที่เก็บทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างพระพุทธรูป รวมถึงเป็นคลังสมบัติเก็บศิลปะเกี่ยวกับพระพุทธรูปที่เลื่องชื่อของญี่ปุ่นฝั่งตะวันออก ทั้งยังถ่ายทอดประวัติศาสตร์พร้อมกับความรุ่งโรจน์ของตระกูลฟุจิวะระผู้ครองแคว้นโอชูให้แก่ผู้คนในยุคปัจจุบันอีกด้วย
ซากุระในฤดูใบไม้ผลิ ใบไม้เขียวชอุ่มในฤดูร้อน ใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง และหิมะในฤดูหนาว ทิวทัศน์ในแต่ละฤดูกาลที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติก็มีเสน่ห์น่าหลงใหลเช่นกัน
การใช้บริการรถบัสนำเที่ยวหรือจักรยานเช่าจะสะดวกในการตระเวนเที่ยวฮิระอิซุมิ รถบัสนำเที่ยว “รุนรุน” จะเริ่มต้นที่สถานี JR ฮิระอิซุมิ โดยหนึ่งรอบจะใช้เวลาประมาณ 20 นาทีในการวนตามสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ เช่น วัดจูซนจิและวัดโมซือจิ ส่วนจักรยานเช่า “รินริน” มีบริการให้เช่าอยู่ภายในระยะเดินจากสถานี JR ฮิระอิซุมิ โปรดสอบถามกับศูนย์แนะนำข้อมูลท่องเที่ยวของสถานี

ทานอาหารกลางวันแถวรถไฟ JR สถานี Ichinoseki

วัฒนธรรมทานโมจิของอิจิโนะเซะคิ

ทานอาหารกลางวันแถวรถไฟ JR สถานี Ichinoseki
แถบเมืองอิจิโนะเซะคิ จังหวัดอิวะเตะสามารถเก็บเกี่ยวข้าวเหนียวคุณภาพดีได้ ทำให้เกิด "วัฒนธรรมทานโมจิ" มาตั้งแต่สมัยเอโดะ ว่ากันว่าที่นี่มีเมนูโมจิมากกว่า 300 เมนู ยกตัวอย่างเช่น "โมจิฮงเซน"  เมนูที่มาจากวัฒนธรรมการกินของซามูไรในแคว้นดะเตะ โมจิที่นี่มีรสหลากหลาย ไม่ได้มีแต่โมจิรสหวานอย่างโมจิไส้ถั่วแดงหรือไส้ถั่วแระเท่านั้น แต่ยังมีโมจิไส้คาวอย่างกุ้งหรือเห็ดชิอิตะเคะ และโมจิที่ฟิวชั่นกับอาหารตะวันตกด้วย 



ค้นหาร้านอาหาร
 
 
จุดหมายปลายทาง
  • วัดซุยกันจิ
  • วัดเอนสึอิน
  • โกะไดโด
  • ซุยโฮเดน
  • ปราสาทเซนได
  • อะคิอุ ออนเซ็น
  • วัดโมะสึจิ
  • วัดจูซนจิ

ผู้ที่ดูหน้านี้ก็ดูหน้าเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ชมวิวทะเลญี่ปุ่นที่นิอิกะตะ, ยะมะกะตะ และอะคิตะ
ดูข้อมูลพื้นฐาน