ชมวิวทะเลญี่ปุ่นที่นิอิกะตะ, ยะมะกะตะ และอะคิตะ

แผนที่พื้นที่ 青森県 岩手県 宮城県 秋田県 山形県 福島県 新潟県
เริ่มต้น
วันที่ 1
 
 

ซาโดะคินซัน

สถานที่ที่เป็นหนึ่งในตัวเลือกของมรดกโลกและจะให้คุณสัมผัสประวัติศาสตร์ 400 ปีของสะโดะ เกาะแห่งเงินทอง

ซาโดะคินซัน
เหมืองทองสะโดะคินซังเป็นเหมืองเงินและทองที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในยุคใหม่ มีประวัติศาสตร์เกือบ 400 ปีโดยกล่าวกันว่าสร้างขึ้นเมื่อปี 1601 เจริญรุ่งเรืองและเสื่อมถอยซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหยุดปฏิบัติงานในปี 1989 อุโมงค์ในเหมืองแร่ ร่องรอยการขุดและร่องรอยการทำอุตสาหกรรมได้รับเลือกเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่น ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ และมรดกอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมถึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกของมรดกโลกด้วย
มีทิวทัศน์เหมือนหลงเข้าไปอยู่ในฉากของอนิเมะเรื่อง “ลาพิวต้า พลิกตำนานเหนือเวหา (Castle in the Sky)” ของฮายาโอะ มิยาซากิ ทั้งยังได้รับความนิยมในหมู่คนรักซากโบราณสถานและซากปรักหักพัง มีจุดเหมาะถ่ายภาพมากมายและมีคนไม่น้อยเลยที่บอกว่า “เที่ยวได้ทั้งวันโดยไม่มีเบื่อ”
การตระเวนเที่ยวภายในซากโบราณสถานมี 2 เส้นทางที่ไม่ต้องจองและเยี่ยมชมได้อิสระ (ใช้เวลาเส้นทางละประมาณ 30-40 นาที) รวมถึง 2 เส้นทางพร้อมไกด์ที่ต้องจอง (ทั้งสองเส้นทางจะใช้เวลาประมาณ 100 นาที) เส้นทางเยี่ยมชมอิสระไม่มีวันหยุดตลอดทั้งปี ส่วนเส้นทางพร้อมไกด์มีเงื่อนไขต่างๆ เช่น เปิดเฉพาะเดือนเมษายน - พฤศจิกายน รับเฉพาะหมู่คณะ (10 คนขึ้นไป) หรือสำหรับผู้เชี่ยวชาญ (นักเรียนมัธยมต้นขึ้นไป) จึงต้องวางแผนล่วงหน้าไว้ให้ดี
 

ทานอาหารกลางวันในเมืองสะโดะ (อาหารทะเลสดใหม่ประจำฤดู)

 
 
 

Toki Messe

ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำ

Toki Messe
โทคิเมซเซะเป็นศูนย์ประชุมอเนกประสงค์ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำชินาโนะที่ไหลลงสู่ทะเลญี่ปุ่นภาพเงาของตึกที่จินตนาการมาจากเรือนั้นจะสะท้อนอยู่บนผิวน้ำอย่างสวยงามและรังสรรค์ให้เกิดทิวทัศน์เมืองขนาดใหญ่ที่ได้รับการขัดเกลาจนมีความงดงาม
เป็นศูนย์ประชุมอเนกประสงค์ชั้นนำของประเทศที่มีห้องจัดนิทรรศการแบบมาตรฐาน ห้องประชุมขนาดใหญ่และเล็ก 13 ห้อง รวมถึงโรงแรมเอาไว้อย่างครบถ้วน จึงสามารถจัดงานประชุม งานเลี้ยง และพักค้างแรมได้อย่างราบรื่นภายในอาคารแห่งเดียว
“ห้องชมวิว Befco Bakauke” บนชั้น 31 ของอาคารบันไดจิมะ โทคิเมซเซะนั้นอยู่บนความสูงประมาณ 125 เมตรเหนือพื้นดินซึ่งสูงที่สุดในฝั่งทะเลญี่ปุ่น สามารถชมวิวแบบพาโนรามา 360 องศาของตัวเมืองนิอิกะตะ ทะเลญี่ปุ่น เกาะสะโดะ และทิวเขาโกซุได้ฟรี
สามารถรับข้อมูลท่องเที่ยวนิอิกะตะและแผ่นพับ ฯลฯ ได้จากเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ อย่าลืมลองมาใช้ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นเพื่อไปท่องเที่ยวที่ต่างๆ กันให้ได้ค่ะ
 

Bandai Bridge

สะพานทอดข้ามแม่น้ำชินาโนะ สัญลักษณ์แห่งอำเภอนิอิกะตะที่มีพร้อมทั้งความงามและเสน่ห์

Bandai Bridge
สะพานบันไดทอดข้าม “แม่น้ำชินาโนะ” อันเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ลักษณะพิเศษอยู่ตรงความแข็งแรงของโครงสร้างหินและสะพานโค้งสวยงามที่ทอดยาวต่อกัน ประดับตกแต่งด้วยหินแกรนิตทำให้มีเสน่ห์และสร้างบรรยากาศงดงาม
สะพานบันไดในปัจจุบันเป็นรุ่นที่สามซึ่งก่อสร้างขึ้นมาแทนที่ในปี 1929 เพื่อรองรับการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของเมืองและได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญของญี่ปุ่นเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2004 ที่นี่เป็นสะพานที่ทอดข้ามทางหลวงและได้รับเลือกให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่สำคัญเป็นอันดับ 2 ถัดจากสะพานนิฮงบาชิในโตเกียว สะพานยาว 306.9 เมตร และกว้าง 22.0 เมตร ทั้งยังได้สนับสนุนผู้คนที่รอดพ้นผ่านแผ่นดินไหวในนิอิกะตะเมื่อปี 1964 ด้วย
มีรถเยอะเพราะเป็นเส้นทางจราจรหลัก แต่มีทางเดินกว้างเตรียมเอาไว้ให้สามารถเดินข้ามได้ด้วย อีกทั้งวิวสะพานบันไดที่มองจากทางเดินเล่นเลียบแม่น้ำชินาโนะก็สุดวิเศษ อย่าพลาดลองมาเดินเล่นสบายๆ พลางชมวิวสะพานบันไดกัน รวมถึงขอแนะนำเรือโดยสารที่จะล่องไปตามแม่น้ำชินาโนะด้วย
 
 

สึกิโอคะออนเช็น

ออนเซ็นเสริมความงามที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้หญิง!

สึกิโอคะออนเช็น
สึกิโอะกะออนเซ็นเป็นออนเซ็นไม่กี่แห่งในญี่ปุ่นที่มีแร่ธาตุกำมะถันสูง น้ำพุร้อนกำมะถันสีมรกตสวยแปลกตาจนได้ฉายาว่า ""ออนเซ็นเสริมความงาม"" และเป็นที่นิยมในหมู่ผู้หญิง มีความอ่อนโยนต่อผิวเพราะมีค่าด่างอ่อนๆ หลังแช่จะรู้สึกว่า “ผิวเต่งตึง” และมีคุณสมบัติช่วยรักษาความชุ่มชื้นอีกด้วย
ขอแนะนำให้มาเดินเล่นช่วงเย็นๆ เพื่อชมเมืองออนเซ็นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของกำมะถัน บ้านเมืองมีแสงไฟสว่างไสวและอาจจะได้เดินสวนกับเหล่าเกอิชาในชุดกิโมโนสวยๆ อีกด้วย ควรมาค้าง 1 คืนเพื่อให้ได้ดื่มด่ำกับเมืองออนเซ็นซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแบบญี่ปุ่น มีที่พักหลายรูปแบบตั้งแต่เรียวกังขนาดใหญ่ไปจนถึงที่พักที่ยังไม่ค่อยมีคนรู้จักขนาดเล็ก
ในเมืองมีร้านค้าต่างๆ อย่างร้านให้ชิมสุรา ร้านที่จะให้ทำกิจกรรมย่างและตกแต่งเซ็มเบเอง หรือร้านขนมราคาถูกตั้งกันอยู่เรียงรายจนเรียกกันว่าเป็น “เมืองออนเซ็นที่ทำให้อยากจะเดินเล่น” ทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวไม่เหมือนใครอย่าง “เก็งเซ็นโนะโมริ” ให้คุณได้ชิมน้ำพุร้อนซึ่งขนานนามตนเองว่าเป็น “น้ำพุร้อนรสชาติแย่ที่สุดในญี่ปุ่น” นอกจากจะมีบ่อแช่มือที่หาได้ยากในนีงาตะแล้ว ยังมีการให้สร้างความทรงจำโดยแขวนป้ายสำหรับเข้าแช่น้ำพุร้อนที่ได้มาจากออนเซ็นหลายๆ แห่ง หรือจะไปอธิษฐานขอเรื่องความรักโดยราดน้ำลงบนรูปปั้นสำหรับราดน้ำพุร้อนก็ได้ ที่นี่จึงเป็นจุดที่กลุ่มสาวๆ ไม่ควรพลาดมาเที่ยวกันเลยทีเดียว
วันที่ 2
 
 

Former Honma Family Residence

เจ้าของที่ดินผืนใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น! คฤหาสน์ของพ่อค้าผู้มั่งคั่งจะทำให้คุณตราตรึงใจไปกับจิตใจอันซื่อตรงและเข้มแข็ง

Former Honma Family Residence
ในอดีตตระกูลฮนมะถือว่าเป็นเจ้าของที่ดินผืนใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ความรุ่งเรืองของตระกูลนั้นคือการมีทรัพย์สมบัติมากกว่าขุนนางคนไหนๆ จนขับร้องกันว่า “แม้จะเทียบเท่ากับท่านฮนมะไม่ได้แต่อย่างน้อยก็ขอเป็นขุนนาง” คฤหาสน์หลักหลังเก่าของตระกูลฮนมะเป็นคฤหาสน์นักรบที่ตระกูลฮนมะถวายให้กับผู้ครองแคว้นเพื่อเป็นที่พักอาศัยสำหรับต้อนรับขบวนราชทูตของรัฐบาลโชกุน สไตล์สถาปัตยกรรมที่รวมสไตล์บ้านนักรบกับบ้านพ่อค้าไว้เป็นหนึ่งเดียวกันนั้นถือว่าหาได้ยากในประเทศ
ต้นสนที่ขึ้นปกคลุมหลังคาบริเวณหน้าประตูบ้านก็เป็นอีกหนึ่งจุดน่าสนใจ เป็นการแสดงจิตใจของตระกูลฮนมะว่า “อย่าทำตัวเหนือกว่าผู้อื่นและจงมีท่าทีนอบน้อมอยู่เสมอ” ประหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจิตใจอันซื่อตรงและเข้มแข็งของตระกูลฮนมะที่บริจาคเงินให้กับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทรัพย์สินส่วนตัวลงทุนปลูกป่าต้นสนในที่ดินแห่งนี้เพื่อช่วยผู้คนที่ทุกข์ใจกับความเสียหายจากลมทราย หรือการสร้างคฤหาสน์และสวนที่ต้องดูแลเพื่อให้เกษตรกรมีงานทำในช่วงผลผลิตไม่ดี
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ - ต้นเดือนเมษายนของทุกปีจะมีการจัดนิทรรศการที่เรียกว่า “ถนนตุ๊กตาฮินะแห่งซาคาตะ” ขึ้นในบริเวณนี้ เป็นงานที่จะนำ “ตุ๊กตาฮินะ” อันมีประวัติความเป็นมาและอนุรักษ์สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณมาจัดแสดงในช่วงเวลาจำกัด ไม่ควรพลาดชมเพราะ “คฤหาสน์หลักหลังเก่าของตระกูลฮนมะ” แห่งนี้กับ “พิพิธภัณฑ์ศิลปะฮนมะ” ยังมีนิทรรศการจัดแสดงไว้อีกด้วย
 

โกดังซังเคียว

ถนนต้นเซลโควาญี่ปุ่นกับรั้วไม้สีดำอันน่าประทับใจ โกดังเก็บข้าวอันสวยงามที่ยังคงใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

โกดังซังเคียว
โกดังซังเคียวโซโกะสร้างขึ้นในปี 1893 และปัจจุบันยังใช้เป็นโกดังเก็บข้าวอยู่ หลังคาเป็นสองชั้นเพื่อใช้แทนวัสดุกันความร้อน ส่วนด้านหลังโกดังมีการปลูกต้นเซลโควาญี่ปุ่นเพื่อบังแดดจากทิศตะวันตกและบังลมแรง จนทำให้ต้องรู้สึกชื่นชมสติปัญญาของบรรพบุรุษที่ใช้ธรรมชาติให้เป็นประโยชน์ แม้ในปัจจุบันจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างตู้เย็นขึ้นมาแล้ว แต่ที่นี่ก็ยังคงใช้วิธีกับระบบแบบสมัยก่อนในการเก็บรักษาข้าวจากความชื้นและความร้อน
ภายในบริเวณจะเห็นโกดังตั้งเรียงรายไปจนสุดทางและให้บรรยากาศแบบย้อนยุค ปัจจุบันก็ยังคงเหลือบรรยากาศท่าเรือค้าข้าวที่เคยคึกคักในสมัยก่อน บริเวณนี้กลายเป็นจุดถ่ายภาพชั้นยอดและใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ด้วย เช่น ละครช่วงเช้าของ NHK เรื่อง “โอชิน”
ฝั่งด้านหน้าของโกดังอยู่เลียบแม่น้ำและมีทิวทัศน์น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเงาของโกดังที่พาดผ่านกำแพงสีขาวที่มีหลังคาสามมุมกับผิวน้ำ ท่าเทียบเรือที่หันหน้าไปทางแม่น้ำโมะกะมิ หรือเรือขนข้าว เป็นต้น ฝั่งด้านหลังของโกดังเป็นถนนต้นเซลโควาญี่ปุ่นทอดยาวและเป็นจุดถ่ายภาพสวยเมื่อประกอบกับรั้วไม้สีดำและทางเดินหิน ทัศนียภาพจะแปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาลและช่วงเวลา เช่น ต้นเซลโควาญี่ปุ่นสีเขียวชอุ่ม หลังคาสามมุมที่ปกคลุมด้วยหิมะ ยามเย็นที่ทอประกายแสงหรือทางเดินหินที่ชุ่มน้ำฝน
ตั้งรวมกับอาคารจำหน่ายสินค้าของฝาก “ซาคาตะยุเมะโนะคลับ” และวางจำหน่ายสินค้าขึ้นชื่อของท้องถิ่น อย่าลืมมาซื้อข้าวกับสุราอร่อยๆ กลับไปเป็นของฝากกัน ทั้งยังมีร้านอาหารที่จะให้คุณได้ทานอาหารซึ่งใส่อาหารทะเลกับผลผลิตทางการเกษตรแบบจุใจและระเบียงเปิดโล่งรับลมเย็นอีกด้วย

ทานอาหารกลางวันในเมืองสะคะตะ (อาหารฝรั่งเศส หรืออาหารทะเล)

 

Hiyoriyama Park

เรือใบสีขาวกับประภาคารสีขาวโพลนที่จะบอกเล่าประวัติศาสตร์ของเมืองท่าซาคาตะ

Hiyoriyama Park
สวนอันมีประวัติศาสตร์ที่จะให้คุณสัมผัสกลิ่นอายของเมืองท่า แถมยังเป็นจุดชมซากุระชื่อดังและเป็นที่ยอมรับในเรื่องความงามของตะวันที่ตกลงสู่ทะเลญี่ปุ่นด้วย
ประภาคารไม้หกเหลี่ยมสไตล์ตะวันตกสีขาวโพลนนั้นเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของสวนฮิโยริยามะ เป็นประภาคารไม้โบราณเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น กล่าวกันว่ากลุ่มคนเรือกับพ่อค้าเรือบรรทุกสินค้าที่เข้าออกท่าเรือซาคาตะได้ตั้งประภาคารขึ้นมาเพื่อขอพรให้เดินเรือข้ามมหาสมุทรได้อย่างปลอดภัยเมื่อปี 1813
สัญลักษณ์อีก 1 อย่างคือเรือคิตะมาเอะบุเนะที่มีผ้าใบสีขาวสวย สามารถชมเรือจำลองขนาด 1/2 ของเรือคิตะมาเอะบุเนะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นได้ เรียกเรือคิตะมาเอะบุเนะอีกอย่างว่า “เรือเซ็นโกคุบุเนะ” ที่มาจากความหมายว่า “มีขนาดใหญ่พอจะขนข้าวได้ 1 พันโกคุ (150 ตัน)” เรือคิตะมาเอะบุเนะลำใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สามารถขนได้ 2,400 โคคุ (360 ตัน) และแล่นเรือด้วยผ้าใบผืนมหึมา 1 ผืน รวมถึงเป็นเรือที่ใช้แรงลมแล่นได้อย่างดีเลิศ
เรือคิตะมาเอะบุเนะไม่ได้ขนย้ายสินค้าแต่เพียงเท่านั้น หากท่าเรือที่ไปแวะมีสินค้าดีๆ ราคาย่อมเยาก็จะซื้อและหากจำหน่ายสินค้าในเรือได้ในราคาสูงก็จะจำหน่ายตรงนั้น จึงเป็นเรือที่เหมือนบริษัทการค้าครบวงจรที่เดินทางข้ามมหาสมุทรระหว่างทำการ “ค้าขาย” ไปด้วย กล่าวกันว่าเรือคิตะมาเอะบุเนะไปกลับโอซาก้ากับฮอกไกโดหนึ่งรอบจะได้กำไรหนึ่งพันเรียว (เทียบเป็นมูลค่าในปัจจุบันจะประมาณ 60 ล้าน - 100 ล้านเยน) การนึกถึงเหล่าคนเรือที่มีความฝันอยากจะได้เงินก้อนโตมาอย่างง่ายดายในหนึ่งครั้งอยู่ตรงหน้าเรือใบสีขาวก็สนุกไปอีกแบบ
นอกจากนี้ภายในสวนยังมีเส้นทางเดินเล่น รวมถึงศิลาจารึก 29 แห่งที่แนะนำเหล่านักประพันธ์และศิลปินผู้มาเยือนซาคาตะ ตรงนี้เป็นเส้นทางเดินเล่นที่จะบอกเล่าประวัติศาสตร์ของเมืองท่าซาคาตะ
 
 

บ่อน้ำพุร้อนยุโนะฮามะ

ชมวิวงดงามของอาทิตย์อัสดงจมลงทะเลจากบ่อแช่น้ำกลางแจ้ง!

บ่อน้ำพุร้อนยุโนะฮามะ
ยุโนะฮะมะออนเซ็นเป็นรีสอร์ตพร้อมออนเซ็นที่มีโรงแรมตึกสูงหันหน้าไปทางทะเลญี่ปุ่นตั้งเรียงรายกันอยู่ ลองมาแช่บ่อกลางแจ้งชมวิวตอนที่พระอาทิตย์ตกลับขอบมหาสมุทรกันดูนะ เพราะทิวทัศน์ตะวันตกดินของชายฝั่งยุโนะฮะมะที่จมลงสู่เส้นขอบฟ้าของทะเลญี่ปุ่นจะย้อมบริเวณโดยรอบทั้งหมดไปด้วยสีส้มนี้ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในร้อยอันดับวิวพระอาทิตย์อัสดงของญี่ปุ่น ทัศนียภาพอันสวยงามไร้ที่เปรียบจะมาช่วยปัดเป่าความเหนื่อยล้าจากการเดินทางให้หายไปภายในชั่วพริบตา
การทานอาหารที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นหลังขึ้นจากแช่น้ำก็เป็นความน่าสนุกอีกอย่างหนึ่ง อัดแน่นไปด้วยอาหารทะเลที่จับได้จากเขตประมงในทะเลญี่ปุ่นและอาหารภูเขาที่เก็บได้จากที่ราบโชไนอันอุดมสมบูรณ์ในปริมาณจุใจ คุณจะได้ลิ้มลองความเลิศรสตามฤดูกาลต่างๆ เช่น หน่อไม้ ถั่วดาดาจะ เมลอน ซุปดงงาระ และอื่นๆ โดยจะเน้นไปที่ปลาท้องถิ่นในแต่ละฤดูกาล
ชายฝั่งยุโนะฮะมะที่มีพื้นที่กว้างใหญ่อยู่ตรงหน้าของแหล่งออนเซ็นยุโนะฮะมะนั้น มีชายหาดกว้างตื้นและมีห้องวิวทะเลอยู่เป็นจำนวนมากด้วย ฤดูร้อนจะได้สนุกสนานกับการเล่นน้ำทะเลและกีฬาทางน้ำ มีบันทึกที่เขียนว่าเคยมีการใช้กระดานแผ่นหนึ่งโต้คลื่นในสมัยเอโดะ (ปี 1603-1868) จึงกล่าวกันว่าเป็นต้นกำเนิดของการโต้คลื่น
บริเวณชานเมืองยังมี “พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคะโมะ” ที่โด่งดังไปทั่วประเทศเพราะการจัดแสดงแมงกะพรุนอันน่าอัศจรรย์ใจ ฉะนั้นอย่าลืมลองไปเที่ยวกันดูให้ได้
วันที่ 3
 
 
 

สวนเซนชู

สวนญี่ปุ่นที่จะแต่งแต้มสีสันให้กับฤดูกาลทั้งสี่และจะให้พบกับประวัติศาสตร์ชัดเจน

สวนเซนชู
สวนเซ็นชูเป็นสวนที่สร้างบนร่องรอยปราสาทบริเวณใจกลางเมืองอะคิตะและอยู่ในรูปแบบสวนญี่ปุ่นที่จะให้เพลิดเพลินกับธรรมชาติในแต่ละฤดูกาล ช่วงกลาง - ปลายเดือนเมษายนของทุกปีจะมีซากุระกว่า 730 ต้นบานสะพรั่งและได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน “ร้อยอันดับจุดชมซากุระชื่อดัง” ช่วงกลาง - ปลายเดือนพฤษภาคมจะมีดอกอาซาเลียบานรอบสระน้ำโคเก็ตสึ ปลายเดือนมิถุนายนจะมีต้นไอริสบานอยู่ล่างป้อมปราการชั้นใน และปลายเดือนกรกฎาคมจะมีดอกบัวบานอยู่ในคูน้ำของประตูใหญ่โอเทะมง ทำให้ผู้ที่มาชมได้เพลิดเพลินกัน ใบไม้ที่กลายเป็นสีแดงฉานในฤดูใบไม้ร่วงและสวนที่กลายเป็นโลกสีเงินไปทั่วบริเวณในฤดูหนาวก็เป็นทิวทัศน์ที่สวยงามตระการตาเช่นกัน
ร่องรอยปราสาทคุโบตะอันเป็นปราสาทสำหรับอาศัยของตระกูลซาทาเคะซึ่งมีฐานันดร 2 แสนโคคุ และครองแคว้นอะคิตะมายาวนานถึง 267 ปีตั้งแต่ปี 1602 จึงมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์อยู่มากมาย ห้องหัวหน้าที่เรียกว่า “โอโมโนะงาชิระโกบันโชะ” ซึ่งรับหน้าที่รักษาความปลอดภัยและดับเพลิงของปราสาทคุโบตะในยุคปี 1700 นั้นยังคงสภาพเดิมอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ “โอซุมิยางุระ” ซึ่งเคยรับหน้าที่เป็นจุดเฝ้ายามกับคลังเก็บอาวุธและ “ประตูหน้าของปราสาทคุโบตะ” ซึ่งเคยใช้เป็นประตูทางเข้าป้อมปราการชั้นในก็ได้รับการบูรณะ “หอเอกสารซาทาเคะ” มีจัดแสดงสิ่งของมีค่า เช่น หมวกเกราะและเกราะของผู้ครองแคว้นตระกูลซาทาเคะ
ภายในสวนยังมี “ศาลเจ้าโยจิโรอินาริ” ที่มีจุดถ่ายภาพสวยๆ อย่างโทริอิสีแดงที่เรียงต่อกันหลายอันและ “ศาลเจ้าฮะจิมันอะคิตะ” ที่มี “เซียมซีนกพิราบ” ซึ่งผูกออกมาได้เป็นรูปนกพิราบน่ารักๆ ทั้งยังจะได้สัมผัสกับ “สุนัขอะคิตะ” อันเป็นที่นิยมและสามารถซื้ออาหารขึ้นชื่อของอะคิตะอย่าง “บาบาเฮระไอซ์” ซึ่งจะจัดไอศกรีมให้ออกมาเป็นรูปทรงกุหลาบได้ด้วย ทำเลดีโดยใช้เวลาเดิน 10 นาทีจากสถานีอะคิตะ แถมยังมีสถานที่ให้สนุกสนานกันมากมายด้วย

ทานอาหารกลางวันในเมืองอะคิตะ

อินะนิวะอุด้ง

ทานอาหารกลางวันในเมืองอะคิตะ
อินะนิวะอุด้งถือกำเนิดในอินะนิวะโจ เมืองยุซะวะ ขั้นตอนการนวดเส้น, ทุบเส้น, รีดเส้น ทำด้วยมือทุกขั้นตอน จุดเด่นคือความเหนียวนุ่มและความลื่นคอ เป็นหนึ่งในสามอุด้งที่อร่อยที่สุดในญี่ปุ่น ในสมัยเอโดะ เคยถูกนำไปมอบให้ผู้ครองแคว้นเป็นบรรณาการ และถูกใช้เป็นของกำนัลเมื่อผู้ครองแคว้นเข้าไปรายงานตัวในเมือง นอกจากเมืองยุซะวะแล้ว ที่อื่นในจังหวัดอะคิตะ เช่น ตัวเมืองอะคิตะ ก็สามารถหาอินะนิวะอุด้งทานได้เช่นกัน




ค้นหาร้านอาหาร
 
 

Ogashinzan Traditional Museum

การแสดงพิธีกรรมพื้นบ้าน “นะมะฮะเกะ” ที่เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ!

Ogashinzan Traditional Museum
"นะมะฮะเกะ" เป็นพิธีกรรมพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาในแหลมโอะกะและบริเวณแถวนั้นทั้งหมด เทพสวมหน้ากากยักษ์จะโผล่มาตะโกนถามว่า “มีเด็กขี้แยหรือไม่” จึงมักจะถูกมองว่าเป็นวายร้ายชอบทำเด็กร้องไห้ แต่ความจริงแล้วเทพองค์นี้จะมาหาทุกวันสิ้นปีเพื่อตักเตือนไม่ให้คนเกียจคร้าน ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงไร้โรคภัย ผลผลิตงอกงาม ป่าและทะเลอุดมสมบูรณ์
พิพิธภัณฑ์ตำนานโอะกะชินซังเป็นอาคารให้สัมผัสประสบการณ์ “นะมะฮะเกะ” อาคารเป็นบ้านหลังคามุงจาก เป็นบ้านแบบดั้งเดิมที่เรียกกันว่า “มาการิยะ (มาการิ แปลว่าโค้งงอ)” เพราะดั้งกับคอกม้าจะงอเป็นรูปตัว L และเชื่อมต่อกัน บ้านที่จะให้สัมผัสได้ถึงวิถีชีวิตในสมัยก่อนนั้นมีบรรยากาศแบบที่ “นะมะฮะเกะ” น่าจะปรากฏตัว พอนั่งลงในห้องปูเสื่อที่มีเตาโบราณอิโระริและฟังบรรยายเกี่ยวกับวัฒนธรรมนะมะฮะเกะแล้ว ในที่สุดก็จะได้เวลาการแสดง “นะมะฮะเกะ” ที่รอคอย! การตะโกนเสียงดังว่า “มีเด็กดื้อหรือไม่” “มีเด็กขี้แยหรือไม่” และเดินวนไปมาระหว่างเหยียบลงบนเสื่ออย่างรุนแรงนั้นมีความน่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก กล่าวกันว่าฟางที่หล่นลงมาจากชุดนะมะฮะเกะจะช่วยขับไล่ปีศาจได้ ฉะนั้นลองนำกลับบ้านไปดูก็ดีเหมือนกัน (ห้ามฝืนดึงออกมา)
“พิพิธภัณฑ์ตำนานโอะกะชินซัง” ตั้งติดกับ “พิพิธภัณฑ์นะมะฮะเกะ” ที่ได้รวบรวมนะมะฮะเกะมาจัดแสดงไว้เป็นจำนวนมากและมีมุมให้คุณแปลงกายเป็นนะมะฮะเกะได้ เชิญคุณมาสนุกสนานอย่างอิ่มหนำสำราญใจไปกับวัฒนธรรมพื้นบ้าน “นะมะฮะเกะ” ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จากยูเนสโก
 

พิพิธภัณฑ์นะมะฮะเงะ

นะมะฮะเกะมารวมกันที่นี่มากมายกว่า 150 แบบ! และมุมแปลงโฉมก็ได้รับความนิยมเช่นกัน

พิพิธภัณฑ์นะมะฮะเงะ
""นะมะฮะเกะ"" เป็นพิธีกรรมพื้นบ้านดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาในแหลมโอะกะ เทพสวมหน้ากากยักษ์จะโผล่มาตะโกนถามว่า “มีเด็กขี้แยหรือไม่” จึงมักจะถูกมองว่าเป็นวายร้ายชอบทำเด็กร้องไห้ แต่ความจริงแล้วเทพองค์นี้จะมาหาทุกวันสิ้นปีเพื่อตักเตือนไม่ให้คนเกียจคร้าน ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงไร้โรคภัย ผลผลิตงอกงาม ป่าและทะเลอุดมสมบูรณ์
""พิพิธภัณฑ์นะมะฮะเกะ"" เป็นอาคารที่จะนำเสนอประวัติศาสตร์และสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นโดยมีนะมะฮะเกะเป็นหัวข้อ ตรงมุมจัดแสดงนะมะฮะเกะมีหน้ากากหลากหลายแบบที่เคยใช้ในหมู่บ้านแต่ละแห่งจริงๆ ถึง 150 อัน โถงตำนานจะฉายภาพยนตร์ “ค่ำคืนหนึ่งของนะมะฮะเกะ” ซึ่งจะนำเสนอประเพณีของนะมะฮะเกะในวันสิ้นปี (โอมิโซกะ) ของโอะกะนอกจากจะมีมุมให้สวมชุดนะมะฮะเกะของจริงเพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึกแล้ว ยังเสริมด้วยมุมสินค้าของฝากที่วางจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับนะมะฮะเกะ หากโชคดีล่ะก็จะได้ชมสาธิตการแกะสลักหน้ากากนะมะฮะเกะด้วยมือโดยช่างแกะสลักนะมะฮะเกะอีกด้วย (สัปดาห์ละ 3-4 วัน/ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน)
ติดกับ “พิพิธภัณฑ์นะมะฮะเกะ” นั้นมี “พิพิธภัณฑ์ตำนานโอะกะชินซัง” ที่มีการแสดงสาธิตนะมะฮะเกะให้ได้ชมกัน ฉะนั้นอย่าลืมมาเยือนทั้งสองแห่งและสนุกสนานกับวัฒนธรรมพื้นบ้านอย่าง “นะมะฮะเกะ” ที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ไร้รูปร่างกันให้เต็มอิ่มได้ที่นี่
 

แหล่งน้ำพุร้อนโองะ

แหล่งน้ำพุร้อนโองะ
คาบสมุทรโองะมีชื่อเสียงโด่งดังจาก “นามะฮาเงะ” นอกจากนี้ก็ยังมีแหล่งน้ำพุร้อน เป็นแหล่งที่พักซึ่งเป็นเสมือนตัวแทนของเมืองโองะด้วยบ่อน้ำพุร้อนที่ว่ากันว่าครั้งหนึ่ง ซาตาเกะ อดีตผู้ครองแคว้นอาคิตะเองก็ชื่นชอบการมาแช่น้ำที่นี่ นอกจากนี้ อาหารที่ใช้วัตถุดิบจากท้องทะเลญี่ปุ่นมาปรุงอาหารก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของที่นี่ อาหารย่างบนหินอันหรูหราซึ่งเป็นของดังของเมืองโองะเป็นอาหารจานเด็ดที่ขอแนะนำให้ท่านมาลอง
วันที่ 4
 

นิวโดซากิ

ภาพที่ทำให้คิดว่าเป็นสุดขอบโลก ชมวิวทะเลญี่ปุ่นที่คลื่นแรงจากแหลม

นิวโดซากิ
แหลมนิวโดซะคิอยู่ตรงส่วนเหนือสุดของคาบสมุทรโอะกะ เป็นจุดชมวิวสวยที่มองเห็นทะเลญี่ปุ่นได้แบบสุดลูกหูลูกตา จุดน่าสนใจอันดับหนึ่งคือชมพระอาทิตย์ตกที่แหลม ภาพพระอาทิตย์สีสันร้อนแรงที่ย้อมทั่วทั้งบริเวณให้กลายเป็นสีส้มจนดูเหมือนท้องฟ้ากับทะเลได้หลอมรวมกันนั้น ช่างน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ที่นี่ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในร้อยอันดับวิวพระอาทิตย์อัสดงที่สวยที่สุดของญี่ปุ่นด้วย
ฝั่งมหาสมุทรจะมองเห็นความขุรขระของชั้นชายฝั่งทะเลซึ่งมีความต่างถึง 30 เมตรซึ่งเกิดขึ้นมาจากการซัดของคลื่นอันรุนแรงของทะเลญี่ปุ่น ส่วนฝั่งพื้นดินจะมองเห็นความสงบของทุ่งหญ้าเขียวขจีอันกว้างขวาง
ประภาคารนิวโดซะคิได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน “50 อันดับประภาคารของญี่ปุ่น” และเป็นสัญลักษณ์ของแหลมที่ยิ่งดึงดูดสายตาด้วยแถบสีดำและสีขาวสมมาตร จากประภาคารจะมองเห็นเกาะมิซุที่อยู่ในน่านน้ำได้แบบไม่มีอะไรมาขวางกั้น
แถวแหลมนิวโดซะคิตั้งอยู่บนเส้นละติจูดเหนือ 40 องศาพอดีและมีอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นมาจากหินแอนดีไซต์ซึ่งผลิตได้มากที่คาบสมุทรโอะกะ
นอกจากบริเวณใกล้เคียงจะเรียงรายไปด้วยร้านจำหน่ายสินค้าของฝากและร้านอาหารที่จะให้คุณได้ลิ้มรสอาหารหินร้อนอันเป็นอาหารขึ้นชื่อของคาบสมุทรโอะกะแล้ว ยังมีเรือท้องกระจกที่สามารถมองสภาพใต้ท้องทะเลได้อีกด้วย
 
 
จุดหมายปลายทาง
  • ซาโดะคินซัน
  • Toki Messe
  • Bandai Bridge
  • สึกิโอคะออนเช็น
  • Former Honma Family Residence
  • โกดังซังเคียว
  • Hiyoriyama Park
  • บ่อน้ำพุร้อนยุโนะฮามะ
  • สวนเซนชู
  • Ogashinzan Traditional Museum
  • พิพิธภัณฑ์นะมะฮะเงะ
  • แหล่งน้ำพุร้อนโองะ
  • นิวโดซากิ

ผู้ที่ดูหน้านี้ก็ดูหน้าเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ชมประวัติศาสตร์และแช่ออนเซ็นที่เซนได และยะมะกะตะ 2 วัน 1 ค…
ดูข้อมูลพื้นฐาน